ชั่วโมงนี้ลงทุนนาฬิกาหรูดีกว่าถือหุ้น จริงหรือมั่ว?

ความผันผวนของตลาดการเงินยามนี้ แม้สินทรัพย์ปลอดภัยไร้ความเสี่ยงที่สุดในโลกอย่างพันธบัตรรัฐบาล หรือโลหะมีค่านานาชนิดยังไม่อาจหลีกพ้น แล้วการลงทุนในนาฬิกาหรูจะดีกว่าหุ้นหรือเปล่า? ใครบางคนอาจสงสัย Crazy Dial จึงขอนำเสนอข้อมูลน่าสนใจ เผื่อจะช่วยไขข้อข้องใจในเรื่องดังกล่าวได้บ้าง

╔════════════════╗
กดรับข่าวสารก่อนใครที่นี่
LINE : @crazydial
https://lin.ee/wKkm5PM
╚════════════════╝

เทียบมูลค่าเมื่อปี 2019

งานวิจัยจาก ‘Knight Frank’หัวข้อ ‘The Wealth Report’ ประจำปี 2020 เผยว่า เมื่อปี 2019 ตลาดนาฬิกาหรูมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ และหากนับรวมศตวรรษที่ผ่านมาอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์

 

ข้อมูลจากแบรนด์ระดับยูนิคอร์นของวงการนาฬิกาหรูอย่าง Rolex และ Patek Philippe ที่มีมูลค่าการซื้อขายจำนวนมหาศาลในตลาดรองตลอดระยะเวลา 2 ปีล่าสุดที่ผ่านมา ภาพรวมดูจะด้อยกว่าสินทรัพย์อื่นๆ เกือบทั้งหมดสำหรับบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักที่จะเลือกนำเม็ดเงินมาพักไว้

 

อันดับสินทรัพย์น่าสนใจนั้น กระเป๋าถือหายากดูจะเป็นตัวเลือกดีที่สุด โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ งานศิลปะเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ และแสตมป์เพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์

 

เมื่อหันมามองรายงานภาวะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบ้าง SET ปิดตลาดสิ้นปี 2019 ที่ 1,579.84 จุด เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2018

 

ดังนั้นหากเทียบเฉพาะตลาดหุ้นไทย โลกนาฬิกาหรูสามารถเบียดเอาชนะต่อเรื่องมูลค่าเพิ่มในภาพรวมไปได้อย่างฉิวเฉียด อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับตลาดทุนทั่วโลก ตัวอย่างดัชนี ‘FTSE 100’ ของบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน นาฬิกาหรูกลับพ่ายยับเยิน ด้วยราคาเฉลี่ยของของหลักทรัพย์จำนวน 102 แห่ง เพิ่มขึ้นไปถึง 12 ปอนด์ต่อหุ้นเลยทีเดียว

 

อีกข้อมูลน่าสนใจจากรายงานฉบับนี้ พบว่ายังมีเหล่าเนิร์ดวอตช์สายลงทุนจำนวนถึง 240,575 ราย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กับเม็ดเงินมูลค่ากว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 942 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 22 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งนี่คือกลุ่มลูกค้าที่ล้นไปด้วย Demand และศักยภาพการจับจ่ายจำนวนมหาศาล ที่พร้อมจะผลักดันให้มูลค่าของนาฬิกาหรูเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

ทั้งนาฬิกาและหุ้นต่างมี ‘Blue Chip’

ไม่ว่าจะลงทุนในนาฬิกาหรูหรือตราสารหุ้น ย่อมมีกับดักทางการเงินและความเสี่ยง เพราะไม่ใช่ว่านาฬิกาหรูทุกรุ่นหุ้นทุกตัวจะสร้างกำไรได้ ดังนั้นโลกของการลงทุนจึงต้องมีทิศทางที่ชัดเจน หาข้อมูลอย่างละเอียด เข้าใจตลาด และสามารถจับจังหวะการซื้อและขายได้

 

คำแนะนำที่ง่ายกว่านั้นคือ เลือกนาฬิกาหรูแบบ Blue Chip สำหรับนักลงทุนหุ้นคำนี้คุ้นหูกันดี เพราะหมายถึงหุ้นของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดี มีการเติบโตอย่างมั่นคง สามารถจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ

 

ตัวอย่างนาฬิกาหรู Blue Chip ได้แก่แบรนด์ Rolex, Patek Philippe และ Audemars Piguet

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นสามแบรนด์นี้ นักลงทุนยังจำเป็นต้องเลือกรุ่นที่สามารถเก็งกำไรต่อไปได้ด้วย เราขอแนะนำ  ‘Rolex Daytona’ (สตีลและทูโทน) ‘Patek Philippe Nautilus’ และ ‘Royal Oak’ ของ ‘Audemars Piguet’ เป็นต้น

 

บทสรุปที่ไม่มีถูก-ผิด

การลงทุนไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ใดก็ตาม ภาพซ้อนอีกด้านคือตลาดการเก็งกำไร จึงไม่อาจตอบได้ชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์ว่า การลงทุนในหุ้นหรือนาฬิกาหรู สิ่งใดกันแน่ที่ดีกว่าในเวลานี้

 

และอย่างที่เราย้ำเตือนทุกครั้ง อนาคตเป็นเรื่องยากคาดเดา และการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง การบริหารพอร์ตลงทุน กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ตามแต่ละสถานการณ์นั้นๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ ดูจะเป็นบทสรุปที่ใช่ที่สุดสำหรับทุกคน และเป็นคำตอบของทุกคำถามที่เกี่ยวกับโลกแห่งการลงทุนนั่นเอง

 

อ้างอิง:

https://content.knightfrank.com/

https://usa.watchpro.com/

https://www.set.or.th/

https://www.finews.asia/


ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของแวดวงนาฬิกาได้ที่นี่…

Crazy Dial – The Watch Community

Line : @crazydial

Instagram : crazydial.official

Facebook : crazydial.official

Website : www.crazy-dial.com