เปลือยบทสนทนาสุดเข้มข้นกับ Fabrizio Buonamassa Stigliani เมื่อ “ความหรูหราที่แท้จริงคือ Savoir-Faire ไม่ใช่การตั้งราคาเกินจริง หรือมุกทางการตลาด” (Full Uncut Version)

ต่อเนื่องจากบทความตอนที่แล้ว (EP.1) ที่เราพาไปสัมผัสความว้าวของ Octo Finissimo 37 มม. และ Serpenti เรือนละ 5 ล้านบาทกันไปแล้ว ใน EP.2 นี้ เราได้คัดเอา 3 คำถามเด็ดที่เรายิงตรงถาม คุณ Fabrizio Buonamassa Stigliani (Product Creation Executive Director แห่ง Bulgari) ในวงสัมภาษณ์ มาถอดความให้ฟังกันแบบ “คำต่อคำ” (Full Uncut Version) ตามเนื้อหาจริงที่เขาตอบแบบไม่ตัดทอน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ความเฉียบคม ความกวน และอีโก้ในเชิงสร้างสรรค์ของผู้ชายคนนี้กันแบบเต็มๆ!

╔═════════╗
กดรับข่าวสารก่อนใครที่นี่
LINE : @crazydial
╚═════════╝
CZD : เมื่อ Octo Finissimo ได้ผลักดันขีดจำกัดของการทำนาฬิกาแบบ Ultra-thin มาโดยตลอด จนเรามาถึงจุดที่เป็นขีดจำกัดทางกายภาพของวัสดุแล้ว (อย่างในรุ่น Ultra) อยากทราบว่าอะไรคือ ‘พรมแดนต่อไป’ (Next Frontier) สำหรับวิวัฒนาการด้านดีไซน์ของ Bulgari? มันจะเป็นเรื่องของกลไกที่มีความซับซ้อนใหม่ๆ วัสดุใหม่ๆ หรือการสร้างรูปทรงใหม่ทั้งหมด?
 
Mr. Fabrizio: “เรื่องรูปทรงใหม่ๆ ผมคิดว่าเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องทำแล้วล่ะครับ เพราะวันนี้เรามีรูปทรงที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากพอแล้ว เราต้องการพื้นที่ทางกายภาพในการนำเสนอความงดงามของรูปทรงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคอลเลกชัน Bulgari Bulgari รวมถึงรุ่น Aluminium ที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน, Serpenti และ Octo เท่านี้เราก็มีพื้นที่ให้สร้างสรรค์และมีไลน์อัปด้านสุนทรียภาพที่เพียงพอแล้วครับ
 
แต่สิ่งที่เรากำลังหลงใหลและคลั่งไคล้กันมากในตอนนี้คือ ‘ศิลปะแห่งการย่อส่วน’ (The Art of Miniaturization) ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราพัฒนากลไก Piccolissimo ขึ้นมาจนก้าวมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 2 แล้ว ความพิเศษคือเราสามารถปรับตำแหน่งเม็ดมะยมมาไว้ที่ด้านข้างตัวเรือนได้สำเร็จ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนฝาหลังอีกต่อไป สิ่งนี้สำคัญมากเพราะเราต้องการนำกลไกจิ๋วนี้ไปใช้ในเรือนเวลา High-Jewelry และนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีให้หลากหลายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกลุ่มนาฬิกาตีบอกเวลา (Chiming Watches) ซึ่งถือเป็น DNA ของเรา และเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ยากที่สุดของอุตสาหกรรมนาฬิกา ยิ่งเมื่อต้องทำให้อยู่ในโครงสร้างแบบ Finissimo ที่บางเฉียบด้วยแล้ว มันยิ่งเป็นความท้าทายขั้นสุด
 
คุณรู้ไหมว่าตอนนี้ในโรงงานของเราสามารถผลิตกลไกอินเฮาส์ที่แตกต่างกันได้มากกว่า 45 กลไก! ซึ่งมันเป็นตัวเลขที่บ้าคลั่งมาก ไม่มีใครจินตนาการหรอกครับว่า Bulgari จะสามารถผลิตกลไกอินเฮาส์ที่แตกต่างกันได้เยอะขนาดนี้ มันเปิดโอกาสให้เราทำอะไรได้อีกมหาศาล ในอนาคตคุณจะได้เห็นความท้าทายใหม่ๆ รวมถึงความร่วมมือสุดเพี้ยนและน่าตื่นเต้น (Crazy Collaborations) ระหว่าง Bulgari กับศิลปิน สถาปนิก ช่างทำนาฬิกาอิสระ หรือแม้แต่แบรนด์อื่นๆ แต่การคอลแลบเป็นเรื่องที่ยากมากนะครับ เพราะทั้งสองฝ่ายต้องใจกว้างพอที่จะให้และรับไอเดียซึ่งกันและกัน ถ้ามีมายด์เซ็ตที่ตรงข้ามกัน มันก็ไม่มีทางเวิร์ก แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องการรักษา ‘ความสม่ำเสมอ’ (Consistency) ให้สอดคล้องกับเฮอริเทจและ DNA ของเรา อนาคตของ Bulgari คือการพัฒนาคอลเลกชันหลักอย่าง Bulgari Bulgari, Octo และ Serpenti ให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องครับ”
 
CZD: จากการที่ Bulgari ทำให้นาฬิกา Ultra-thin กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง ซึ่งถือเป็นการนิยามความหรูหราแบบใหม่ คุณคิดว่ามุมมองของนักสะสมที่มีต่อ ‘ที่สุดแห่งความหรูหรา’ (Ultimate Luxury) ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่เรื่องของ ‘ความเบา’ ไปอย่างถาวรแล้วหรือยัง?
 
Mr. Fabrizio: “คุณต้องเข้าใจก่อนนะว่า ‘ความหรูหรา’ เป็นเรื่องของรสนิยม (A Matter of Taste) สิ่งที่หรูหราสำหรับคุณ อาจจะไม่ใช่สำหรับผม และสิ่งที่หรูหราสำหรับผม ก็อาจจะไม่ใช่สำหรับคุณ มันขึ้นอยู่กับมุมมองเลยครับ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องมีฟีเจอร์ทางเทคนิคที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ วันนี้เราเป็นผู้สร้างนาฬิกาที่บางที่สุดในตลาด และถ้าถามว่านั่นเรียกว่าความหรูหราหรือไม่ บอกตามตรงว่าในมุมมองของงานวิศวกรรมการทำนาฬิกา เราไม่สนใจคำจำกัดความนั้นเลยครับ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ ไม่มีแบรนด์ไหนอีกแล้วในตลาดที่สามารถสร้างนาฬิกา Ultra-thin ที่มีดีไซน์โมเดิร์นร่วมสมัยได้แบบเรา และไม่มีแบรนด์ไหนที่สร้างนาฬิกาผู้หญิงด้วยกลไกเมคคานิคอลได้เซ็กซี่และมีเสน่ห์ได้เท่ากับ Serpenti
 
คุณอาจจะเห็นนาฬิกาผู้หญิงทรงกลมทั่วไปในตลาด ที่เรียกว่านาฬิกาผู้หญิงก็เพียงเพราะพวกเขาแค่เอาเพชรไปประดับบนขอบตัวเรือน หรือเอานาฬิกาผู้ชายมาลดขนาดลง แต่ Bulgari คือช่างอัญมณี (Jeweler) ที่สามารถสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาที่น่าทึ่ง และเรามีไลน์อัปที่บ้าคลั่งและหลุดกรอบสุดๆ ในฐานะดีไซเนอร์ ผมไม่ได้สนใจความหรูหราในแง่ของสุนทรียภาพผิวเผิน แต่ผมสนใจ ‘ความหรูหราในงานฝีมือ’ (Luxury in Craftsmanship) และวิธีการที่เราผลิตชิ้นงานขึ้นมา เพราะความหรูหราที่แท้จริงคือ Savoir-Faire (องค์ความรู้และทักษะขั้นสูง) ราคาของนาฬิกาคือผลลัพธ์ที่สะท้อนจาก Savoir-Faire และ Heritage ที่อยู่เบื้องหลังครับ
 
ยกตัวอย่างเช่น ผมสามารถตั้งราคา Serpenti ในแบบที่ผมต้องการได้ เพราะมันไม่มีนาฬิกาแบบนี้อีกแล้วในตลาด หรือเราสามารถสร้างนาฬิกา High-Jewelry ในเวิร์กช็อปของเราที่กรุงโรม ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่ไม่มีโรงงานนาฬิกาไหนในโลกมีเหมือนเรา คุณต้องตั้งราคาให้อยู่ในระดับที่ถูกต้องและเหมาะสมกับคุณค่า ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นแค่ ‘ของที่ตั้งราคาเกินจริง’ (Overpriced) ซึ่งนั่นไม่ใช่สินค้าลักชูรีอีกต่อไปครับ ถ้าคุณไม่มีคุณค่าพิเศษอะไร ไม่มี Savoir-Faire ที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วเอามาตั้งราคาแพงๆ มันก็คือของ Overpriced ดีๆ นี่เอง
 
ในตลาดมีนาฬิกาหลายรุ่นที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นแค่ Talking Piece เพื่อให้ได้ลงนิตยสารหรือได้โพสต์รูปสวยๆ บน Instagram แล้วตั้งราคา 5 ล้านเหรียญฯ โดยหวังผลทางการตลาด ซึ่งบางทีผ่านไป 3-5 ปีก็ยังต้องเอามาเลหลังขายลดราคาเพราะขายไม่ออก หรือสุดท้ายก็ต้องถอดชิ้นส่วนเอาเพชรไปทำอย่างอื่น วิธีคิดแบบนั้นอันตรายมากครับ นักสะสมยุคนี้ โดยเฉพาะลูกค้าระดับบน มีความรู้เรื่องนาฬิกาดีมาก พวกเขาเป็นคนมั่งคั่งที่ไม่ยอมผลาญเงินไปกับนาฬิกาเพียงเพราะมันประดับเพชรเต็มไปหมด พวกเขารู้ดีว่าต้นทุนเพชรมันราคาเท่าไหร่ ตลาดในปัจจุบันฉลาดพอที่จะจับสังเกตได้ทันทีว่า อะไรคือคุณค่าที่แท้จริง และอะไรคือแค่งาน PR ครับ”
 
CZD : คำถามสุดท้ายอาจจะดูแหวกแนวสักหน่อยนะครับ คือถ้าคุณมีอิสระในการออกแบบอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีเลย มีวัสดุหรือคอนเซปต์ไหนที่คุณอยากจะนำมาใช้กับนาฬิกา Bulgari มากที่สุด?
 
Mr. Fabrizio: “ผมก็ไม่รู้สิครับ คำถามแนวสมมติแบบนี้มันตอบยากที่สุดเลย (หัวเราะ) เหมือนถามว่ารถยนต์คันโปรดหรือนาฬิกาเรือนโปรดคืออะไร แต่ถ้าให้คิดสนุกๆ ผมอาจจะสร้าง ‘Bulgarium’ (บุลการียม) ขึ้นมาก็ได้! ลองจินตนาการว่าผมเดินเข้าไปที่ห้องแล็บของสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง EPFL ในซูริค หรือ โลซาน แล้วบอกวิศวกรว่า ‘นี่คุณ… ช่วยเอาทองคำ เงิน ไทเทเนียม และโลหะผสมแปลกๆ โยนรวมกันลงในเครื่องเขย่า (Shaker) แล้วผสมมันออกมาให้หน่อย’ แต่คุณรู้ไหมว่าตอนจบผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง? มันก็จะได้วัสดุหน้าตาเหมือน ‘เหล็กกล้า’ (Steel) ธรรมดาๆ นี่แหละครับ! เพราะโลหะผสมกันออกมาสีมันก็เป็นสีเทาเหมือนกันหมด (หัวเราะ) ถ้าคุณอยากให้มันออกสีเขียวหรือสีทอง คุณก็ต้องใส่ทองคำเพิ่มเข้าไป นี่คือเรื่องเล่าตลกร้ายที่ผมบอกคุณได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า Bulgarium
 
ทุกวันนี้คุณเห็นหลายแบรนด์พยายามพัฒนาโลหะผสม (Alloy) สูตรพิเศษ แล้วตั้งชื่อเท่ๆ ขึ้นมาใช่ไหมครับ? บอกตามตรง… ผมไม่สนเรื่องพวกนั้นเลย ผมชอบที่จะสร้างนาฬิกาทองคำแบบพ่นทรายเต็มรูปแบบ (Full Sandblasted Gold) ในแบบที่ไม่มีใครจินตนาการถึงมากกว่า นั่นคือการเอาวัสดุที่ทุกคนรู้จักดีอยู่แล้วมานำเสนอผ่านมุมมองใหม่ แทนที่จะไปสร้างโลหะผสมแปลกๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่มีคุณสมบัติทางเทคนิคแทบไม่ต่างจากโลหะทั่วไป เพียงเพื่อจะได้เอามาปั้นสตอรี่ขายว่านี่คือวัสดุพิเศษของแบรนด์ แล้วบวกราคาเพิ่มอีก 3 เท่า! ผมบอกได้เลยว่า การเอาวัสดุธรรมดามาทำด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา มันยากกว่าการสร้างวัสดุแปลกๆ เพื่อเอามาคุยโวเยอะครับ
 
ตอนนี้หลายแบรนด์พยายามเล่นกับหน้าปัดหินสีใช่ไหมครับ? แน่นอนว่าในหน้าประวัติศาสตร์ใครๆ ก็ทำหน้าปัดหินสีกัน แต่สุดท้ายมันเป็นเรื่องของรสนิยม บางคนชอบสีเขียว บางคนเกลียดสีเขียว ในเอเชียและ UAE ชอบมาลาไคต์หรือหยกเขียวเพราะมีเรื่องราวทางวัฒนธรรม แต่ในประเทศอื่นเขาไม่ได้สนสีเขียว เขาอาจจะชอบสีแดง ถ้าผมต้องมานั่งทำหน้าปัดสีเฉพาะเพื่อเอาใจลูกค้าแต่ละประเทศ ทำจำกัดแค่ประเทศละ 30-40 เรือน คุณจะมองไม่เห็นตัวตนของแบรนด์อีกต่อไป แต่จะเห็นแค่นาฬิกา Limited Edition เต็มตลาดไปหมด ซึ่งในมุมของการผลิตและต้นทุนมันไม่มีเหตุผลเลยครับ
 
สำหรับผม การมีความสม่ำเสมอในเฮอริเทจของแบรนด์คือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเรานำเสนอ Octo Finissimo ทองคำผิวพ่นทราย (Sandblasted) ตลาดตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยมีใครทำ วันนี้เราออกรุ่นขนาด 37 มม. ในผิวขัดเงาสลับขัดลาย (Brushed and Polished) นักสะสมก็เริ่มถามหาผิวพ่นทรายอีกแล้ว ถึงจุดหนึ่งคุณต้องตัดสินใจว่าคุณต้องการเป็นอะไร ถ้าให้ผมเอาทองคำไปผสมกับเซรามิก หรือผสมกับคาร์บอนไฟเบอร์ สิ่งที่คุณจะได้คือ‘วัสดุที่หน้าตาอัปลักษณ์มาก’ (Very ugly material) ที่ต้นทุนสูงลิบลิ่วเพียงเพราะสั่งทำพิเศษเพื่อผม และผมก็ต้องมานั่งขายสตอรี่ให้คุณฟังว่านาฬิกามันต้องแพงขึ้น 3 เท่าเพราะวัสดุมันล้ำยุค ทั้งที่เนื้อแท้มันก็แค่คาร์บอนไฟเบอร์ผสมทองคำ!
 
แบรนด์อื่นอาจจะเลือกเดินในเส้นทางนั้น แต่ นี่ไม่ใช่ DNA ของ Bulgari ครับ เราคือช่างอัญมณี (Jeweler) เราพูดถึงเรื่องหินสีที่มีคุณภาพ การฝังอัญมณีที่แปลกใหม่ งานเจียระไนระดับตำนานอย่าง Cabochon Cut ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของเรา หรือการที่ Gianni Bulgari บุกเบิกการเอาทองคำมาผสานกับสเตนเลสสตีลในงาน Fine Jewelry ตั้งแต่ยุค 80s เราหลงใหลในความงดงามและศาสตร์ของการเป็นผู้สร้างสรรค์อัญมณี มากกว่าการหมกมุ่นพัฒนาวัสดุไฮเทคเพื่อประสิทธิภาพแปลกๆ แบบนั้น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเราครับ
 
 
บทสรุป
บทสนทนาแบบ Uncut ในวันนี้ เผยให้เห็นแก่นแท้ที่ทำให้ Bulgari แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแบรนด์สวิสแบบดั้งเดิม Mr. Fabrizio Buonamassa Stigliani ไม่ใช่ดีไซเนอร์ที่บ้าคลั่งฟีเจอร์ทางการตลาดหรือวิ่งตามเทรนด์วัสดุไฮเทคที่จับต้องไม่ได้ แต่เขาคือ “ผู้พิทักษ์รากเหง้า” ที่ใช้ความกล้าแบบอิตาเลียน มาท้าทายกรอบวิศวกรรมสวิส
 
เขาทำให้เราเห็นว่า ความหรูหราที่แท้จริง (Ultimate Luxury) ไม่ใช่การบวกราคาเพิ่มด้วยชื่อโลหะผสมเท่ๆ ในห้องแล็บ หรือการทำ Limited Edition เอาใจตลาดไปเรื่อยๆ แต่มันคือ “Savoir-Faire” ความเชี่ยวชาญ การย่อส่วนกลไกให้ถึงขีดสุด และความกล้าที่จะนำวัสดุคลาสสิกมานำเสนอในมุมมองที่โลกไม่เคยเห็น… และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ทุกก้าวย่างของ Bulgari ในยุคนี้ เป็นสิ่งที่นักสะสมทั่วโลกต้องหันมามองด้วยความเคารพอย่างแท้จริง


ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของแวดวงนาฬิกาได้ที่นี่…

Crazy Dial – The Watch Community

Line : @crazydial

Instagram : crazydial.official

Facebook : crazydial.official

Website : www.crazy-dial.com

Youtube : Crazy Dial Official

Tiktok : crazydial